กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง
ถ้าบริษัทคุณมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เรื่องนี้กระทบคุณแน่นอนครับ และเหลือเวลาเตรียมตัวไม่ถึงสองเดือน
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประเมินว่าจะมีสถานประกอบกิจการอยู่ในข่ายราว 121,879 แห่ง ครอบคลุมลูกจ้างราว 6.4 ล้านคน ซึ่งแปลว่าเจ้าของกิจการขนาด 20–100 คนแทบทุกรายจะโดน
ผมเขียนสรุปไว้ให้ในภาษาที่ไม่ต้องเป็นคนสายบุคคลก็อ่านรู้เรื่อง เน้นที่ว่าคุณต้องทำอะไร ภายในวันไหน มากกว่าที่มาที่ไปของกฎหมาย
เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ แต่เพิ่งจะเก็บเงินจริง
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอยู่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตั้งแต่ต้น แต่ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจริง เพราะยังไม่มีกฎหมายลูกที่กำหนดวันเริ่มและอัตรา
ตอนนี้มีครบแล้วครับ และวันเริ่มเก็บถูกกำหนดไว้ที่ 1 ตุลาคม 2569
สิ่งที่ทำให้หลายคนไม่ทันตั้งตัวคือเรื่องนี้เคยถูกเลื่อนมาก่อน คนที่ได้ยินข่าวเมื่อปีที่แล้วแล้วเห็นว่าเลื่อน อาจคิดว่าเลื่อนอีกเหมือนเดิม รอบนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วทั้งพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวง
ใครต้องเข้า
นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุน
ลูกจ้างที่ต้องเข้า รวมถึง
- ลูกจ้างที่ยังไม่ผ่านทดลองงาน
- ลูกจ้างที่มีสัญญาจ้างกำหนดระยะเวลา
- ลูกจ้างที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่เจ้าตัวไม่ประสงค์จะเข้า
ที่ไม่ต้องเข้า
- ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
- ลูกจ้างที่นายจ้างจัดสวัสดิการให้ตามกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้ว
- กิจการไม่แสวงหากำไร และงานภาคประมงทะเล
- กิจการที่มีกฎหมายยกเว้นไว้ เช่น รัฐวิสาหกิจ
ข้อที่ผมอยากให้สังเกตคือ คนที่ไม่ผ่านทดลองงานก็ต้องเข้า บริษัทที่มีคนเข้าออกบ่อยจะมีงานเอกสารเพิ่มขึ้นพอสมควร
ต้องจ่ายเท่าไหร่
หักจากลูกจ้างส่วนหนึ่ง เรียกว่าเงินสะสม และนายจ้างจ่ายสมทบอีกส่วนหนึ่งในอัตราเท่ากัน
- 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 — เงินสะสมของลูกจ้าง 0.25% และเงินสมทบของนายจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง
- ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 — ขยับเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง
ไม่มีเพดานค่าจ้าง ต่างจากประกันสังคมที่คิดจนถึงเพดานแล้วหยุด
ตัวอย่างที่กรมยกไว้ให้เห็นภาพ
- ลูกจ้างรายเดือน ค่าจ้าง 12,000 บาท — หักเงินสะสม 30 บาท นายจ้างสมทบ 30 บาท รวมนำส่ง 60 บาทต่อเดือน
- ลูกจ้างรายวัน วันละ 400 บาท ทำงาน 26 วัน — ฝ่ายละ 26 บาท รวมนำส่ง 52 บาทต่อเดือน
ลองคิดเป็นภาพบริษัทดูครับ สมมติบริษัทมีลูกจ้าง 40 คน ค่าจ้างเฉลี่ยคนละ 18,000 บาท ต้นทุนฝั่งนายจ้างจะเพิ่มประมาณเดือนละ 1,800 บาท หรือปีละราว 21,600 บาท ในห้าปีแรก และเพิ่มเป็นสองเท่าหลังจากนั้น
ตัวเลขไม่ได้ใหญ่จนสะเทือนงบ แต่ภาระที่แท้จริงอยู่ที่งานเอกสารรายเดือนที่เพิ่มขึ้นมา และบทลงโทษถ้าลืม มากกว่าตัวเงิน
ต้องทำอะไร ภายในวันไหน
ครั้งแรก — ภายใน 15 พฤศจิกายน 2569
ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง สกล.3 เพื่อขึ้นทะเบียน ผ่านระบบ E-Service ของกรมที่ eservice.labour.go.th แล้วนำส่งเงินงวดแรกผ่านระบบ E-Payment
จากนั้นเข้าสู่รอบปกติ
- หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้างทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง
- ยื่นแบบและนำส่งเงินทั้งสองส่วน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักไว้
- ถ้ามีคนเข้าใหม่ ลาออก หรือข้อมูลเปลี่ยน ต้องยื่นแบบ สกล.3/2 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่เปลี่ยน
อีกเรื่องที่ควรทำตั้งแต่ต้นคือให้ลูกจ้างกรอกแบบ สกล.5 ระบุว่าถ้าเขาเสียชีวิต จะให้เงินตกแก่ใคร ถ้าไม่ระบุไว้ กฎหมายจะให้ตกแก่บุตร คู่สมรส และบิดามารดาที่มีชีวิตอยู่ คนละส่วนเท่า ๆ กัน ซึ่งบางครอบครัวอาจไม่ตรงกับเจตนาของเจ้าตัว
คลิปสอนใช้ระบบ e-Service
ระบบที่ต้องใช้ยื่นมีคลิปสอนใช้งานอยู่ ผมรวมลิงก์ไว้ตรงนี้ให้คนที่ต้องยื่นจริงไม่ต้องไปหาเอง ดูไว้ก่อนถึงวันยื่นจะประหยัดเวลาได้เยอะครับ โดยเฉพาะเรื่อง PIN Code ที่ถ้าไม่รู้ขั้นตอนไว้ก่อนจะติดตั้งแต่ด่านแรก
-
คลิปที่ 1การลงทะเบียนและการเข้าสู่ระบบ
-
คลิปที่ 2การบริหารจัดการ PIN Code
-
คลิปที่ 3การนำเข้าข้อมูลลูกจ้าง
-
คลิปที่ 4ตัวอย่างข้อมูลลูกจ้างที่นำเข้า
ขอขอบคุณเพจ กฎหมายแรงงาน ที่รวบรวมและเผยแพร่คลิปชุดนี้ครับ เครดิตทั้งหมดเป็นของเพจ กดที่ภาพแล้วจะเปิดคลิปบน YouTube
คู่มือฉบับเต็มจากกรม
นอกจากสี่คลิปข้างบน กรมมีหน้ารวมวิดีโอและคู่มือการใช้งานระบบ e-Service ไว้ทั้งหมด ในนั้นมีทั้งคลิปสอนใช้งานและคู่มือ PDF แยกเป็นเรื่อง ๆ ทั้งฝั่งสถานประกอบกิจการและฝั่งลูกจ้าง รวมแล้วยี่สิบกว่ารายการ
วิดีโอและคู่มือการใช้งาน e-Service — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ผมแนะนำให้คนที่จะเป็นคนยื่นจริงบุ๊กมาร์กหน้านี้ไว้ครับ เพราะถ้าระบบมีการปรับปรุง ที่นี่จะเป็นที่แรกที่ของใหม่ขึ้น ส่วนสี่คลิปที่ผมรวมไว้ข้างบนคือชุดที่ต้องใช้ตอนเริ่มต้น ซึ่งเป็นด่านที่คนติดกันมากที่สุด
นอกจากนี้ เว็บไซต์กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดส่วนของระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EwFund) แล้ว มีทั้งแบบฟอร์มให้ดาวน์โหลด คลิปแนะนำการใช้งานสำหรับนายจ้าง สื่อประชาสัมพันธ์ คู่มือ และคำถามที่พบบ่อย โดยกรมแจ้งว่าจะทยอยเพิ่มข้อมูลเป็นระยะ
ไฟล์ที่ต้องเตรียมไว้ก่อนยื่น
ตอนยื่นรายชื่อลูกจ้าง ระบบให้นำเข้าเป็นไฟล์ Excel ตามแบบฟอร์มของกรม ไม่ใช่การพิมพ์ทีละคน ถ้าบริษัทคุณมีลูกจ้างหลายสิบคน ควรโหลดแบบฟอร์มมากรอกไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องมาเร่งทำตอนใกล้กำหนด
-
แบบฟอร์ม Excel สำหรับจัดเตรียมและนำเข้าบัญชีรายชื่อลูกจ้าง
— ไฟล์ชื่อ
WfcsFormTemplate.xlsx - คำอธิบายวิธีกรอกแบบฟอร์ม — อ่านอันนี้ก่อนกรอก จะได้ไม่ต้องกรอกซ้ำ
สองลิงก์นี้กดแล้วจะเจอหน้ายืนยันก่อนหนึ่งชั้น แล้วค่อยกดดาวน์โหลดอีกที เป็นระบบกันบอทของกรม ไม่ใช่ลิงก์เสีย
คำแนะนำจากผมคือให้คนที่จะเป็นคนยื่นลองกรอกแบบฟอร์มนี้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงกำหนด เพราะตอนกรอกจริงคุณจะเจอเองว่าข้อมูลพนักงานคนไหนขาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาตามเก็บ ไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จในวันเดียว
ถ้าไม่ทำ
นายจ้างที่ไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 5% ของเงินที่ไม่ได้นำส่งหรือที่ขาดอยู่ นับแต่วันที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็นหนึ่งเดือน ต่ำกว่านั้นปัดทิ้ง
และต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตรงที่ การไม่จัดให้ลูกจ้างเข้ากองทุนหรือไม่นำส่งเงิน ถือว่ามีความผิด ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการที่ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้
ชุดคำถาม-คำตอบฉบับล่าสุดของกรมระบุโทษไว้ชัดขึ้นด้วยว่า ถ้าไม่ยื่นแบบภายในกำหนดหรือกรอกข้อความเท็จ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รายละเอียดอยู่ในหน้าคำถาม-คำตอบครับ
มีอีกข้อที่ผมคิดว่าหลายคนจะพลาด — เดือนไหนที่ยังไม่ได้จ่ายค่าจ้าง หรือจ่ายไม่ถูกต้อง นายจ้างยังมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนเสมือนว่าจ่ายค่าจ้างไปแล้ว บริษัทที่บางเดือนจ่ายเงินเดือนช้า จะเผลอคิดว่ายังไม่ต้องส่ง ซึ่งไม่ใช่
หกจุดที่เข้าใจผิดกันบ่อย
- สำนักงานใหญ่ 5 คน สาขา 5 คน ต้องเข้า เพราะนับรวมเป็น 10 คน ไม่ได้นับแยกที่ตั้ง
- ครบ 10 คนแล้วต่อมาลดเหลือ 8 คน ยังต้องส่งต่อไป เพราะถือว่าเข้าข่ายไปแล้วตั้งแต่วันที่ครบ
- คิดจากค่าจ้างก่อนหักอะไรทั้งสิ้น ไม่ใช่ค่าจ้างหลังหักประกันสังคมหรือภาษี
- ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงตามมาตรา 11/1 ไม่ต้องเข้า เพราะต้องเป็นนายจ้างลูกจ้างกันโดยตรง
- คนที่ทำงานให้นายจ้างสองราย ถูกหักทั้งสองราย ถ้าทั้งสองแห่งมีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป
- ผู้บริหารที่ไม่ได้อยู่ในฐานะลูกจ้าง ไม่ต้องเข้า แต่ต้องดูความเป็นจริงของความสัมพันธ์ ไม่ใช่ดูแค่ตำแหน่ง
ส่วนเดือนที่ลูกจ้างลาเกินสิทธิจนไม่ได้รับค่าจ้างเลยทั้งเดือน เดือนนั้นไม่ต้องนำส่ง เพราะไม่มีฐานค่าจ้างให้คำนวณ
ยังมีกรณีเฉพาะอีกหลายข้อ เช่น บริษัทในเครือ ลูกจ้างต่างด้าว คนอายุเกิน 60 ที่ปรึกษา นักศึกษาฝึกงาน บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงเรื่องฐานคำนวณว่าเงินไหนถือเป็นค่าจ้าง และขั้นตอนนำส่งเงินทีละขั้น ผมรวมไว้ที่ คำถาม-คำตอบ 68 ข้อ
ทางเลือกที่ยังตัดสินใจได้ แต่เหลือเวลาไม่มาก
ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ต้องเข้ากองทุนนี้ และนายจ้างยังตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569
แต่ผมไม่แนะนำให้ตัดสินใจตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียงเพื่อหลบเรื่องนี้ครับ เพราะอัตราเงินสมทบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ที่ 2–15% ของค่าจ้าง ซึ่งแพงกว่า 0.25% หลายเท่า
สองอย่างนี้ตอบโจทย์คนละแบบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นขั้นต่ำที่กฎหมายบังคับ ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการที่ใช้ดึงและรั้งคนได้จริง ถ้าคุณกำลังคิดจะทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว จังหวะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะคุยกันให้จบ แต่ถ้ายังไม่พร้อม การเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามปกติก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ข้อดีที่ควรบอกพนักงานด้วย
เวลาแจ้งพนักงานว่าเดือนหน้าจะมีรายการหักเพิ่มในสลิป ผมแนะนำให้บอกข้อนี้ไปพร้อมกัน
เงินก้อนนี้ไม่มีเงื่อนไข ลูกจ้างได้คืนทั้งเงินสะสมของตัวเอง เงินสมทบของนายจ้าง และดอกผล เมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต ไม่ว่าจะลาออกเอง เกษียณ ถูกเลิกจ้าง หรือแม้แต่ออกเพราะทำผิดวินัย
ตรงนี้ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ข้อบังคับมักตัดสิทธิ์เงินสมทบของนายจ้าง ถ้าถูกเลิกจ้างเพราะทำผิดร้ายแรง การอธิบายให้ชัดตั้งแต่ต้นช่วยลดคำถามได้เยอะ
เรื่องที่ยังไม่จบ
ตอนนี้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายอยู่หลายเรื่อง เช่น การกำหนดเพดานค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้คำนวณ การกำหนดช่วงอายุลูกจ้าง และการลดอัตราเงินเพิ่มกรณีนายจ้างผิดนัดจาก 5% ลงมา
แต่ทั้งหมดนั้นยังเป็นแค่ร่าง ยังไม่มีผลบังคับ อย่าเอามาใช้วางแผน และอย่ารอว่าจะเลื่อนอีก สิ่งที่มีผลแน่นอนตอนนี้คือวันที่ 1 ตุลาคม 2569 กับกำหนดยื่นครั้งแรก 15 พฤศจิกายน 2569
ถ้าจะเริ่มวันนี้ ทำสามอย่างนี้ก่อน
- นับให้ชัดว่าบริษัทมีลูกจ้างกี่คน นับรวมทุกสาขา ทุกคนที่เป็นลูกจ้างโดยตรง รวมคนที่ยังทดลองงาน
- แยกให้ออกว่าใครอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว เพราะกลุ่มนั้นไม่ต้องเข้า ที่เหลือคือรายชื่อที่ต้องยื่น
- มอบหมายให้ชัดว่าใครรับผิดชอบการยื่นทุกวันที่ 15 เพราะนี่จะกลายเป็นงานประจำเดือนอีกหนึ่งรายการที่ลืมไม่ได้
ข้อแรกกับข้อสองจะง่ายมากถ้าคุณมีทะเบียนพนักงานที่ค้นได้อยู่แล้ว และจะยากมากถ้ายังไม่มี ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงจัดเรื่องนี้เป็นขั้นแรกของการวางระบบคน มาตลอด
บทความนี้สรุปจากเอกสารบรรยายของกองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้เห็นภาพรวมเท่านั้น ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมาย รายละเอียดและกำหนดเวลาอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมได้ ก่อนดำเนินการควรตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมายแรงงานโดยตรงครับ
ไม่แน่ใจว่าบริษัทคุณต้องทำอะไรบ้าง
ผมมีบริการตรวจสุขภาพระบบคนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย คุยกัน 60 นาที แล้วผมส่งสรุป 1 หน้าให้ภายใน 2 วันทำการ ระบุ 3 เรื่องที่ควรจัดการก่อน และ 3 เรื่องที่คุณทำเองได้เลยโดยไม่ต้องจ้างใคร
รอบนี้ไม่มีการเสนอขายครับ
ตรวจสุขภาพระบบคน — ไม่มีค่าใช้จ่าย