HR ยืมได้ — BorrowHR

สำหรับเจ้าของกิจการและทายาท
ที่เรื่องคน เริ่มคุยกันเองในบ้านไม่จบ

หน้าแรก · บันทึกจากหน้างาน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง

31 สิงหาคม 2569 · อัปเดต 12 กันยายน 2569 · อ่าน 8 นาที

ถ้าบริษัทคุณมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เรื่องนี้กระทบคุณแน่นอนครับ และเหลือเวลาเตรียมตัวไม่ถึงสองเดือน

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประเมินว่าจะมีสถานประกอบกิจการอยู่ในข่ายราว 121,879 แห่ง ครอบคลุมลูกจ้างราว 6.4 ล้านคน ซึ่งแปลว่าเจ้าของกิจการขนาด 20–100 คนแทบทุกรายจะโดน

ผมเขียนสรุปไว้ให้ในภาษาที่ไม่ต้องเป็นคนสายบุคคลก็อ่านรู้เรื่อง เน้นที่ว่าคุณต้องทำอะไร ภายในวันไหน มากกว่าที่มาที่ไปของกฎหมาย

เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ แต่เพิ่งจะเก็บเงินจริง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีอยู่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตั้งแต่ต้น แต่ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีการเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจริง เพราะยังไม่มีกฎหมายลูกที่กำหนดวันเริ่มและอัตรา

ตอนนี้มีครบแล้วครับ และวันเริ่มเก็บถูกกำหนดไว้ที่ 1 ตุลาคม 2569

สิ่งที่ทำให้หลายคนไม่ทันตั้งตัวคือเรื่องนี้เคยถูกเลื่อนมาก่อน คนที่ได้ยินข่าวเมื่อปีที่แล้วแล้วเห็นว่าเลื่อน อาจคิดว่าเลื่อนอีกเหมือนเดิม รอบนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วทั้งพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวง

ใครต้องเข้า

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุน

ลูกจ้างที่ต้องเข้า รวมถึง

  • ลูกจ้างที่ยังไม่ผ่านทดลองงาน
  • ลูกจ้างที่มีสัญญาจ้างกำหนดระยะเวลา
  • ลูกจ้างที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่เจ้าตัวไม่ประสงค์จะเข้า

ที่ไม่ต้องเข้า

  • ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
  • ลูกจ้างที่นายจ้างจัดสวัสดิการให้ตามกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้ว
  • กิจการไม่แสวงหากำไร และงานภาคประมงทะเล
  • กิจการที่มีกฎหมายยกเว้นไว้ เช่น รัฐวิสาหกิจ

ข้อที่ผมอยากให้สังเกตคือ คนที่ไม่ผ่านทดลองงานก็ต้องเข้า บริษัทที่มีคนเข้าออกบ่อยจะมีงานเอกสารเพิ่มขึ้นพอสมควร

ต้องจ่ายเท่าไหร่

หักจากลูกจ้างส่วนหนึ่ง เรียกว่าเงินสะสม และนายจ้างจ่ายสมทบอีกส่วนหนึ่งในอัตราเท่ากัน

  • 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 — เงินสะสมของลูกจ้าง 0.25% และเงินสมทบของนายจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง
  • ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 — ขยับเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง

ไม่มีเพดานค่าจ้าง ต่างจากประกันสังคมที่คิดจนถึงเพดานแล้วหยุด

ตัวอย่างที่กรมยกไว้ให้เห็นภาพ

  • ลูกจ้างรายเดือน ค่าจ้าง 12,000 บาท — หักเงินสะสม 30 บาท นายจ้างสมทบ 30 บาท รวมนำส่ง 60 บาทต่อเดือน
  • ลูกจ้างรายวัน วันละ 400 บาท ทำงาน 26 วัน — ฝ่ายละ 26 บาท รวมนำส่ง 52 บาทต่อเดือน

ลองคิดเป็นภาพบริษัทดูครับ สมมติบริษัทมีลูกจ้าง 40 คน ค่าจ้างเฉลี่ยคนละ 18,000 บาท ต้นทุนฝั่งนายจ้างจะเพิ่มประมาณเดือนละ 1,800 บาท หรือปีละราว 21,600 บาท ในห้าปีแรก และเพิ่มเป็นสองเท่าหลังจากนั้น

ตัวเลขไม่ได้ใหญ่จนสะเทือนงบ แต่ภาระที่แท้จริงอยู่ที่งานเอกสารรายเดือนที่เพิ่มขึ้นมา และบทลงโทษถ้าลืม มากกว่าตัวเงิน

ต้องทำอะไร ภายในวันไหน

ครั้งแรก — ภายใน 15 พฤศจิกายน 2569

ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง สกล.3 เพื่อขึ้นทะเบียน ผ่านระบบ E-Service ของกรมที่ eservice.labour.go.th แล้วนำส่งเงินงวดแรกผ่านระบบ E-Payment

จากนั้นเข้าสู่รอบปกติ

  • หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้างทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง
  • ยื่นแบบและนำส่งเงินทั้งสองส่วน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักไว้
  • ถ้ามีคนเข้าใหม่ ลาออก หรือข้อมูลเปลี่ยน ต้องยื่นแบบ สกล.3/2 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่เปลี่ยน

อีกเรื่องที่ควรทำตั้งแต่ต้นคือให้ลูกจ้างกรอกแบบ สกล.5 ระบุว่าถ้าเขาเสียชีวิต จะให้เงินตกแก่ใคร ถ้าไม่ระบุไว้ กฎหมายจะให้ตกแก่บุตร คู่สมรส และบิดามารดาที่มีชีวิตอยู่ คนละส่วนเท่า ๆ กัน ซึ่งบางครอบครัวอาจไม่ตรงกับเจตนาของเจ้าตัว

คลิปสอนใช้ระบบ e-Service

ระบบที่ต้องใช้ยื่นมีคลิปสอนใช้งานอยู่ ผมรวมลิงก์ไว้ตรงนี้ให้คนที่ต้องยื่นจริงไม่ต้องไปหาเอง ดูไว้ก่อนถึงวันยื่นจะประหยัดเวลาได้เยอะครับ โดยเฉพาะเรื่อง PIN Code ที่ถ้าไม่รู้ขั้นตอนไว้ก่อนจะติดตั้งแต่ด่านแรก

ขอขอบคุณเพจ กฎหมายแรงงาน ที่รวบรวมและเผยแพร่คลิปชุดนี้ครับ เครดิตทั้งหมดเป็นของเพจ กดที่ภาพแล้วจะเปิดคลิปบน YouTube

คู่มือฉบับเต็มจากกรม

นอกจากสี่คลิปข้างบน กรมมีหน้ารวมวิดีโอและคู่มือการใช้งานระบบ e-Service ไว้ทั้งหมด ในนั้นมีทั้งคลิปสอนใช้งานและคู่มือ PDF แยกเป็นเรื่อง ๆ ทั้งฝั่งสถานประกอบกิจการและฝั่งลูกจ้าง รวมแล้วยี่สิบกว่ารายการ

วิดีโอและคู่มือการใช้งาน e-Service — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ผมแนะนำให้คนที่จะเป็นคนยื่นจริงบุ๊กมาร์กหน้านี้ไว้ครับ เพราะถ้าระบบมีการปรับปรุง ที่นี่จะเป็นที่แรกที่ของใหม่ขึ้น ส่วนสี่คลิปที่ผมรวมไว้ข้างบนคือชุดที่ต้องใช้ตอนเริ่มต้น ซึ่งเป็นด่านที่คนติดกันมากที่สุด

นอกจากนี้ เว็บไซต์กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดส่วนของระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (EwFund) แล้ว มีทั้งแบบฟอร์มให้ดาวน์โหลด คลิปแนะนำการใช้งานสำหรับนายจ้าง สื่อประชาสัมพันธ์ คู่มือ และคำถามที่พบบ่อย โดยกรมแจ้งว่าจะทยอยเพิ่มข้อมูลเป็นระยะ

ไฟล์ที่ต้องเตรียมไว้ก่อนยื่น

ตอนยื่นรายชื่อลูกจ้าง ระบบให้นำเข้าเป็นไฟล์ Excel ตามแบบฟอร์มของกรม ไม่ใช่การพิมพ์ทีละคน ถ้าบริษัทคุณมีลูกจ้างหลายสิบคน ควรโหลดแบบฟอร์มมากรอกไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่ต้องมาเร่งทำตอนใกล้กำหนด

สองลิงก์นี้กดแล้วจะเจอหน้ายืนยันก่อนหนึ่งชั้น แล้วค่อยกดดาวน์โหลดอีกที เป็นระบบกันบอทของกรม ไม่ใช่ลิงก์เสีย

คำแนะนำจากผมคือให้คนที่จะเป็นคนยื่นลองกรอกแบบฟอร์มนี้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงกำหนด เพราะตอนกรอกจริงคุณจะเจอเองว่าข้อมูลพนักงานคนไหนขาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาตามเก็บ ไม่ใช่เรื่องที่ทำเสร็จในวันเดียว

ถ้าไม่ทำ

นายจ้างที่ไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 5% ของเงินที่ไม่ได้นำส่งหรือที่ขาดอยู่ นับแต่วันที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็นหนึ่งเดือน ต่ำกว่านั้นปัดทิ้ง

และต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตรงที่ การไม่จัดให้ลูกจ้างเข้ากองทุนหรือไม่นำส่งเงิน ถือว่ามีความผิด ไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการที่ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้

ชุดคำถาม-คำตอบฉบับล่าสุดของกรมระบุโทษไว้ชัดขึ้นด้วยว่า ถ้าไม่ยื่นแบบภายในกำหนดหรือกรอกข้อความเท็จ อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รายละเอียดอยู่ในหน้าคำถาม-คำตอบครับ

มีอีกข้อที่ผมคิดว่าหลายคนจะพลาด — เดือนไหนที่ยังไม่ได้จ่ายค่าจ้าง หรือจ่ายไม่ถูกต้อง นายจ้างยังมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนเสมือนว่าจ่ายค่าจ้างไปแล้ว บริษัทที่บางเดือนจ่ายเงินเดือนช้า จะเผลอคิดว่ายังไม่ต้องส่ง ซึ่งไม่ใช่

หกจุดที่เข้าใจผิดกันบ่อย

  • สำนักงานใหญ่ 5 คน สาขา 5 คน ต้องเข้า เพราะนับรวมเป็น 10 คน ไม่ได้นับแยกที่ตั้ง
  • ครบ 10 คนแล้วต่อมาลดเหลือ 8 คน ยังต้องส่งต่อไป เพราะถือว่าเข้าข่ายไปแล้วตั้งแต่วันที่ครบ
  • คิดจากค่าจ้างก่อนหักอะไรทั้งสิ้น ไม่ใช่ค่าจ้างหลังหักประกันสังคมหรือภาษี
  • ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงตามมาตรา 11/1 ไม่ต้องเข้า เพราะต้องเป็นนายจ้างลูกจ้างกันโดยตรง
  • คนที่ทำงานให้นายจ้างสองราย ถูกหักทั้งสองราย ถ้าทั้งสองแห่งมีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป
  • ผู้บริหารที่ไม่ได้อยู่ในฐานะลูกจ้าง ไม่ต้องเข้า แต่ต้องดูความเป็นจริงของความสัมพันธ์ ไม่ใช่ดูแค่ตำแหน่ง

ส่วนเดือนที่ลูกจ้างลาเกินสิทธิจนไม่ได้รับค่าจ้างเลยทั้งเดือน เดือนนั้นไม่ต้องนำส่ง เพราะไม่มีฐานค่าจ้างให้คำนวณ

ยังมีกรณีเฉพาะอีกหลายข้อ เช่น บริษัทในเครือ ลูกจ้างต่างด้าว คนอายุเกิน 60 ที่ปรึกษา นักศึกษาฝึกงาน บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงเรื่องฐานคำนวณว่าเงินไหนถือเป็นค่าจ้าง และขั้นตอนนำส่งเงินทีละขั้น ผมรวมไว้ที่ คำถาม-คำตอบ 68 ข้อ

ทางเลือกที่ยังตัดสินใจได้ แต่เหลือเวลาไม่มาก

ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ต้องเข้ากองทุนนี้ และนายจ้างยังตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569

แต่ผมไม่แนะนำให้ตัดสินใจตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพียงเพื่อหลบเรื่องนี้ครับ เพราะอัตราเงินสมทบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ที่ 2–15% ของค่าจ้าง ซึ่งแพงกว่า 0.25% หลายเท่า

สองอย่างนี้ตอบโจทย์คนละแบบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นขั้นต่ำที่กฎหมายบังคับ ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการที่ใช้ดึงและรั้งคนได้จริง ถ้าคุณกำลังคิดจะทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว จังหวะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะคุยกันให้จบ แต่ถ้ายังไม่พร้อม การเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามปกติก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ข้อดีที่ควรบอกพนักงานด้วย

เวลาแจ้งพนักงานว่าเดือนหน้าจะมีรายการหักเพิ่มในสลิป ผมแนะนำให้บอกข้อนี้ไปพร้อมกัน

เงินก้อนนี้ไม่มีเงื่อนไข ลูกจ้างได้คืนทั้งเงินสะสมของตัวเอง เงินสมทบของนายจ้าง และดอกผล เมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต ไม่ว่าจะลาออกเอง เกษียณ ถูกเลิกจ้าง หรือแม้แต่ออกเพราะทำผิดวินัย

ตรงนี้ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ข้อบังคับมักตัดสิทธิ์เงินสมทบของนายจ้าง ถ้าถูกเลิกจ้างเพราะทำผิดร้ายแรง การอธิบายให้ชัดตั้งแต่ต้นช่วยลดคำถามได้เยอะ

เรื่องที่ยังไม่จบ

ตอนนี้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายอยู่หลายเรื่อง เช่น การกำหนดเพดานค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้คำนวณ การกำหนดช่วงอายุลูกจ้าง และการลดอัตราเงินเพิ่มกรณีนายจ้างผิดนัดจาก 5% ลงมา

แต่ทั้งหมดนั้นยังเป็นแค่ร่าง ยังไม่มีผลบังคับ อย่าเอามาใช้วางแผน และอย่ารอว่าจะเลื่อนอีก สิ่งที่มีผลแน่นอนตอนนี้คือวันที่ 1 ตุลาคม 2569 กับกำหนดยื่นครั้งแรก 15 พฤศจิกายน 2569

ถ้าจะเริ่มวันนี้ ทำสามอย่างนี้ก่อน

  1. นับให้ชัดว่าบริษัทมีลูกจ้างกี่คน นับรวมทุกสาขา ทุกคนที่เป็นลูกจ้างโดยตรง รวมคนที่ยังทดลองงาน
  2. แยกให้ออกว่าใครอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว เพราะกลุ่มนั้นไม่ต้องเข้า ที่เหลือคือรายชื่อที่ต้องยื่น
  3. มอบหมายให้ชัดว่าใครรับผิดชอบการยื่นทุกวันที่ 15 เพราะนี่จะกลายเป็นงานประจำเดือนอีกหนึ่งรายการที่ลืมไม่ได้

ข้อแรกกับข้อสองจะง่ายมากถ้าคุณมีทะเบียนพนักงานที่ค้นได้อยู่แล้ว และจะยากมากถ้ายังไม่มี ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงจัดเรื่องนี้เป็นขั้นแรกของการวางระบบคน มาตลอด

ไม่แน่ใจว่าบริษัทคุณต้องทำอะไรบ้าง

ผมมีบริการตรวจสุขภาพระบบคนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย คุยกัน 60 นาที แล้วผมส่งสรุป 1 หน้าให้ภายใน 2 วันทำการ ระบุ 3 เรื่องที่ควรจัดการก่อน และ 3 เรื่องที่คุณทำเองได้เลยโดยไม่ต้องจ้างใคร

รอบนี้ไม่มีการเสนอขายครับ

ตรวจสุขภาพระบบคน — ไม่มีค่าใช้จ่าย
หรือทักถามก่อนได้เลยครับ เพิ่มเพื่อนใน LINE top@borrowhr.com