HR ยืมได้ — BorrowHR

สำหรับเจ้าของกิจการและทายาท
ที่เรื่องคน เริ่มคุยกันเองในบ้านไม่จบ

หน้าแรก · บันทึกจากหน้างาน

คำถาม-คำตอบเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

15 กันยายน 2569 · ปรับปรุง 17 กันยายน 2569 · 68 คำถาม · อ่าน 22 นาที

กองคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตอบคำถามที่นายจ้างถามบ่อยไว้เป็นชุด ๆ ผมเอามาเรียบเรียงใหม่ด้วยภาษาง่าย ๆ รวมเป็น 68 ข้อ และจัดกลุ่มให้หาเจอเร็วครับ

ปรับปรุงล่าสุด 17 กันยายน 2569

รอบนี้ผมอ้างอิงจากชุดถาม-ตอบฉบับทางการของกองคุ้มครองแรงงานโดยตรง ทั้ง EP.2 เรื่องการขึ้นทะเบียน การนำส่ง และอัตราเงินสะสมเงินสมทบ และ EP.3 เรื่องการยื่นคำขอรับเงินจากกองทุน

ของใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เช่น เดือนไหนที่ไม่ต้องนำส่งเงินเลย เบี้ยขยันกับค่าบริการคิดยังไง ถูกเลิกจ้างเพราะทำผิดร้ายแรงยังได้เงินกองทุนไหม เงินก้อนนี้เป็นมรดกหรือไม่ และการยืนยันตัวตนด้วย ThaID — รวมถึงจุดที่ผมเคยเขียนคลาดเคลื่อนเรื่องลำดับการหักเงินตามมาตรา 76 ซึ่งแก้ให้ถูกต้องแล้วครับ

ถ้ายังไม่รู้เรื่องกองทุนนี้เลย แนะนำให้อ่าน สรุปภาพรวม ใครต้องเข้า จ่ายเท่าไหร่ ยื่นเมื่อไหร่ ก่อน แล้วค่อยกลับมาหาคำตอบเฉพาะเรื่องในหน้านี้

1. พื้นฐาน — ใครต้องเข้า ใครไม่ต้อง

กองทุนนี้มีไว้ทำอะไร

เป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีไว้เป็นเงินก้อนให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต หรือกรณีอื่นที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด

นายจ้างแบบไหนต้องเข้า

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ต้องหักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบของตัวเองเข้ากองทุน โดยนับรวมลูกจ้างทุกสำนักงานของนายจ้างรายเดียวกัน

นายจ้างแบบไหนไม่ต้องเข้า

  • มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน
  • มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป แต่ให้ลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครบแล้ว
  • จัดสวัสดิการให้ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือตาย ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงแล้ว
  • กิจการที่กฎหมายยกเว้น เช่น ครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชน สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หน่วยงานรัฐ องค์การมหาชน กิจการที่ไม่แสวงหากำไร งานประมงทะเล งานเกษตรที่ไม่ได้จ้างทั้งปี และงานบ้านที่ไม่ได้ทำธุรกิจรวมอยู่ด้วย

กิจการที่ไม่อยู่ในบังคับ ถ้าอยากเข้าก็เข้าได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมทั้งจากนายจ้างและลูกจ้าง

2. นับจำนวนลูกจ้างยังไง

มี 3 สาขา สาขาละ 8 คน ต้องเข้าไหม

ต้องเข้า ทุกสาขาถือเป็นนายจ้างรายเดียวกัน นับรวมได้ 24 คน ซึ่งเกิน 10 คนแล้ว

บริษัทในเครือ 3 แห่ง แห่งละ 5 คน ต้องเข้าไหม

ไม่ต้อง เพราะแต่ละบริษัทเป็นนิติบุคคลแยกกัน ต่อให้กรรมการชุดเดียวกันหรือนั่งอยู่อาคารเดียวกัน ก็ถือเป็นนายจ้างคนละราย และแต่ละแห่งมีไม่ถึง 10 คน

สองข้อนี้ต่างกันตรงไหน — สาขาคือบริษัทเดียวกันที่แยกที่ตั้ง นับรวม ส่วนบริษัทในเครือคือคนละบริษัทที่จดทะเบียนแยก นับแยก ธุรกิจครอบครัวที่แตกบริษัทออกเป็นหลายนิติบุคคลควรเช็คข้อนี้ให้ดีครับ

เข้ากองทุนแล้ว ต่อมาลูกจ้างเหลือไม่ถึง 10 คน ยังต้องส่งไหม

ยังต้องส่ง ตัวอย่างของกรมคือ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 มีลูกจ้าง 20 คนและเข้ากองทุนแล้ว อีก 6 เดือนต่อมาเหลือ 7 คน นายจ้างก็ยังต้องส่งเงินให้ 7 คนที่เหลือต่อไป เข้าแล้วไม่ได้หลุดออกเองเมื่อคนลดลง

3. คนแบบไหนนับเป็นลูกจ้าง

ต่างด้าว ทดลองงาน รายวัน สัญญามีกำหนดเวลา จ้างหลังเกษียณ ต้องเข้าไหม

ต้องเข้าทั้งหมด ลูกจ้างทุกประเภท ไม่ว่าคนไทย ต่างชาติ หรือต่างด้าว ทดลองงาน ชั่วคราว รายวัน สัญญามีกำหนดเวลา หรือจ้างต่อหลังเกษียณอายุเกิน 60 ปี ถ้านับรวมแล้วมี 10 คนขึ้นไป ต้องให้เข้าเป็นสมาชิก

กองทุนนี้มีอายุสูงสุดของสมาชิกไหม

ไม่มี ตราบใดที่ยังเป็นลูกจ้างก็ต้องเป็นสมาชิกต่อไป แม้อายุเกินเกณฑ์เกษียณ และคนที่เพิ่งเริ่มทำงานตอนอายุ 60 ปีขึ้นไปก็ต้องถูกหักเงินสะสมเหมือนกัน

กรรมการผู้จัดการต้องเข้าไหม

ขึ้นกับว่าทำงานจริงแบบไหน ถ้าทำงานใต้การบังคับบัญชาของบริษัทและได้ค่าจ้าง ถือเป็นลูกจ้าง ต้องเข้า แต่ถ้ามีอำนาจบริหารทุกอย่างและไม่มีใครสั่งงาน ก็ไม่ใช่ลูกจ้าง ไม่ต้องเข้า

จ้างที่ปรึกษาต้องเข้าไหม

โดยทั่วไปไม่ต้อง ถ้าที่ปรึกษาทำงานโดยมุ่งผลสำเร็จของงาน ไม่ต้องลงเวลาเข้าออก ไม่มีเวลาเริ่มเลิกงานที่แน่นอน ไม่ต้องทำตามระเบียบบริษัท และไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชา แบบนี้ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน

ผู้รับจ้างอิสระต้องเข้าไหม

ไม่ต้อง ถ้ารับผิดชอบผลงานเองและไม่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของบริษัท

ข้อที่ต้องระวัง — ทั้งกรรมการผู้จัดการ ที่ปรึกษา และผู้รับจ้างอิสระ กรมย้ำว่าต้องดูลักษณะการทำงานจริงเป็นสำคัญ ไม่ใช่ดูชื่อสัญญา ถ้าเขียนสัญญาว่า "ผู้รับจ้างอิสระ" แต่ในทางปฏิบัติต้องเข้างานตามเวลา และมีหัวหน้าสั่งงานทุกวัน ก็อาจถูกมองว่าเป็นลูกจ้างได้

นักเรียน นักศึกษาฝึกงานต้องเข้าไหม

ไม่ต้อง ถ้าเป็นการฝึกงานตามหลักสูตรของสถานศึกษา เพราะมีไว้เพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่การจ้างแรงงาน

ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจมาทำงาน part-time นอกเวลากับบริษัทเอกชน ต้องเข้าไหม

ต้องเข้า ถ้าตกลงทำงานในลักษณะจ้างแรงงาน ก็ถือเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชนนั้น บริษัทต้องหักเงินและส่งเงินตามปกติ

บริษัทต่างประเทศส่งพนักงานมาทำงานกับบริษัทคู่ค้าในไทย บริษัทในไทยต้องทำไหม

ไม่ต้อง ถ้าคนนั้นมาตามคำสั่งของบริษัทต่างประเทศ และยังรับเงินเดือนจากต่างประเทศ บริษัทในไทยไม่ได้เป็นคนจ้างหรือจ่ายค่าจ้าง จึงไม่ใช่นายจ้าง

ลูกจ้างรับเหมาค่าแรง ใครต้องเป็นคนทำ

คนที่ทำสัญญาจ้างและจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างโดยตรง ซึ่งปกติคือบริษัทผู้รับเหมาค่าแรง ไม่ใช่บริษัทที่ลูกจ้างไปทำงานด้วย

4. บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

หมวดนี้สำคัญกับบริษัทขนาดกลางที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว เพราะมีหลายสถานการณ์ที่ลูกจ้างบางคนยังไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ลูกจ้างบางส่วนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว คนที่เหลือต้องเข้าไหม

ต้องเข้า ตัวอย่างของกรมคือ มีลูกจ้าง 10 คน อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 8 คน อีก 2 คนต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ลูกจ้างทดลองงานยังไม่มีสิทธิเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องทำอย่างไร

ระหว่างที่ยังเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ได้ ต้องให้เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อน พอผ่านทดลองงานและมีสิทธิเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ถ้าลูกจ้างเลือกย้ายไป ก็ขอหยุดส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้

ลูกจ้างลาออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และต้องรอ 1 ปีกว่าจะกลับเข้าได้ ระหว่างนั้นต้องทำอย่างไร

หลักเดียวกับข้อบนครับ ระหว่างรอ ต้องให้เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครบกำหนดแล้วถ้าลูกจ้างกลับเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็ขอหยุดส่งได้

ย้ายไปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ถอนเงินที่สะสมไว้ในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ทันทีไหม

ไม่ได้ หยุดส่งได้ แต่ถ้ายังเป็นลูกจ้างอยู่ จะยังขอรับเงินไม่ได้ ต้องรอจนสิ้นสุดการจ้างหรือเสียชีวิตจึงจะขอรับได้ ข้อนี้ควรอธิบายให้ลูกจ้างเข้าใจตั้งแต่ต้น จะได้ไม่เข้าใจผิดว่าย้ายกองทุนแล้วได้เงินก้อนคืน

ลูกจ้างที่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว อยากออมเพิ่มโดยเข้ากองทุนนี้ด้วยได้ไหม

ได้ ถ้านายจ้างยินยอม แต่เมื่อนายจ้างยินยอมแล้ว นายจ้างก็ต้องจ่ายเงินสมทบให้คนนั้นตามกฎหมายด้วย เพราะฉะนั้นก่อนตอบตกลง ควรคิดเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้ชัดก่อน

5. กรณีพิเศษ

ลูกจ้างคนเดียวทำงานกับนายจ้าง 3 ราย ต้องหักทุกรายไหม

ต้องหักทุกราย ถ้านายจ้างแต่ละรายอยู่ในเกณฑ์ต้องเข้ากองทุน ทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างต้องหักเงินสะสมและจ่ายเงินสมทบ

โอนกิจการให้นายจ้างใหม่ ใครต้องส่งเงินต่อ

นายจ้างใหม่ เมื่อโอนกิจการโดยลูกจ้างยินยอม ความเป็นนายจ้างของเจ้าเดิมจบลง นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ นับอายุงานต่อเนื่อง และต้องส่งเงินเข้ากองทุนต่อ ข้อนี้ควรใส่ไว้ในการเจรจาซื้อขายหรือโอนกิจการด้วยครับ

บริษัทถูกฟ้องล้มละลาย ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ยังจ้างลูกจ้างทำงานต่อ ต้องส่งเงินไหม

ยังต้องส่ง คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ทำให้การจ้างงานสิ้นสุด เพียงแต่คนที่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินจะเปลี่ยนเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ บริษัทต้องส่งเงินเข้ากองทุนต่อ โดยได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

6. ฐานคำนวณ — เงินไหนต้องเอามาคิด

หมวดนี้เป็นจุดที่ผิดกันเยอะที่สุด เพราะหลายบริษัทเอา "เงินที่โอนให้พนักงานทั้งก้อน" มาเป็นฐานคำนวณ ซึ่งไม่ถูก

เงินสะสมและเงินสมทบคิดจากอะไร

คิดจากค่าจ้างของลูกจ้าง ตามความหมายในมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ใช่คิดจากยอดเงินที่จ่ายจริงทั้งหมดในเดือนนั้น

ค่าจ้างตามกฎหมายคืออะไร

คือเงินที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับเวลาทำงานปกติ จะจ่ายเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือคำนวณตามผลงานก็ได้ และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดหรือวันลาที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับแม้ไม่ได้ทำงาน

เงินแบบไหนถือเป็นค่าจ้าง

  • เงินเดือน
  • ค่าครองชีพที่จ่ายเป็นประจำและจำนวนแน่นอน
  • ค่าตำแหน่งที่จ่ายประจำทุกเดือน
  • เบี้ยเลี้ยงที่จ่ายประจำทุกเดือน
  • ค่าคอมมิชชั่นบางกรณี ถ้ามีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงานตามเวลาปกติ
  • เงินที่จ่ายในวันหยุดและวันลาตามสิทธิของลูกจ้าง

เงินแบบไหนไม่ถือเป็นค่าจ้าง

  • หุ้น เครื่องแบบ รถประจำตำแหน่ง คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ
  • ค่าเช่าบ้าน เงินช่วยเหลือบุตร ค่าอาหารกลางวัน
  • โบนัส เบี้ยประชุมกรรมการ
  • ค่าน้ำมันรถที่จ่ายตามใบเสร็จ ค่ารับรองลูกค้า ค่าจอดรถ ค่าทางด่วน
  • ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด

กรมย้ำว่ารายการพวกนี้เป็นตัวอย่าง ต้องดูข้อเท็จจริงและลักษณะการจ่ายเป็นรายกรณี เงินชื่อเดียวกันสองบริษัทอาจตอบไม่เหมือนกัน ถ้าจ่ายคนละแบบ

โบนัส เบี้ยขยัน และค่าบริการ (Service Charge) ต้องเอามาคิดไหม

โดยทั่วไปไม่ต้อง เพราะกรมมองว่าเป็นเงินที่จ่ายเพื่อเป็นรางวัลหรือสร้างแรงจูงใจ ไม่ใช่ค่าตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ

  • โบนัสที่จ่ายเป็นรางวัลจากผลประกอบการของบริษัท — ไม่ใช่ค่าจ้าง
  • เบี้ยขยันที่จ่ายเพื่อจูงใจให้มาทำงานโดยไม่ขาด ลา หรือมาสาย — ไม่ใช่ค่าจ้าง
  • ค่าบริการ (Service Charge) ที่เก็บจากลูกค้าแล้วนำมาจัดสรรให้ลูกจ้าง โดยจำนวนขึ้นกับจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ — โดยทั่วไปไม่ใช่ค่าจ้าง

แล้ว Fixed Bonus หรือโบนัสการันตีล่ะ

อันนี้ต้องดูเป็นรายกรณี ถ้าเป็นเงินที่นายจ้างรับประกันว่าจะจ่ายให้เป็นจำนวนหรืออัตราที่แน่นอน โดยไม่ขึ้นกับผลประกอบการหรือเงื่อนไขอื่น กรมระบุว่าอาจเข้าลักษณะเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 จึงต้องนำมาเป็นฐานคำนวณ

คำว่า "อาจ" ตรงนี้สำคัญครับ กรมไม่ได้ฟันธงให้ทุกกรณี ถ้าบริษัทคุณมีโบนัสแบบการันตีอยู่ในสัญญาจ้าง ควรโทรถาม 1506 กด 3 ให้ชัดก่อนตั้งค่าในระบบเงินเดือน

คอมมิชชั่นกับ Incentive ที่จ่ายทุกเดือนแต่ไม่เท่ากัน ถือเป็นค่าจ้างไหม

กรมตอบว่าการจ่ายเป็นประจำทุกเดือนไม่ได้ทำให้เงินนั้นเป็นค่าจ้างโดยอัตโนมัติ ต้องดูวัตถุประสงค์ เงื่อนไข และลักษณะการจ่ายเป็นรายกรณีว่าเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ในเวลาทำงานปกติหรือไม่

จุดที่ต้องอ่านให้ละเอียด — ในรายการตัวอย่าง "เงินที่ถือเป็นค่าจ้าง" กรมใส่ เงินตอบแทนการขายที่จ่ายตามผลงานของลูกจ้างในแต่ละเดือน แม้จำนวนจะไม่เท่ากัน ไว้ด้วย แปลว่าคอมมิชชั่นการขายที่ผูกกับผลงานของคนคนนั้นโดยตรง มีโอกาสสูงที่จะถือเป็นค่าจ้าง ส่วน incentive ที่ผูกกับเงื่อนไขอื่น เช่น ผลงานของทีมหรือของบริษัท มักไม่ใช่ ถ้าโครงสร้างค่าตอบแทนของคุณมีคอมมิชชั่นเป็นก้อนใหญ่ อย่าเดาเองครับ

ค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด ต้องเอามาคิดไหม

ไม่ต้อง เพราะเป็นเงินที่จ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ หรือการทำงานในวันหยุด จึงไม่ใช่ค่าจ้างตามมาตรา 5

มีขั้นต่ำหรือเพดานค่าจ้างเหมือนประกันสังคมไหม

ไม่มีทั้งสองอย่าง ต่างจากประกันสังคมที่คิดถึงเพดานแล้วหยุด กองทุนนี้ให้เอาค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับจริงในแต่ละงวดมาคำนวณตามอัตราที่กฎหมายกำหนด พนักงานเงินเดือนสูงจึงถูกหักมากกว่าตามสัดส่วน

เศษสตางค์ปัดอย่างไร

ดูที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ถ้าตั้งแต่ 5 ให้ปัดขึ้น ต่ำกว่า 5 ให้ปัดทิ้ง โดยให้เหลือทศนิยม 2 ตำแหน่ง คือระดับสตางค์

เดือนไหนที่ไม่ต้องนำส่งเงินเลย

หลักคือ ถ้าเดือนนั้นไม่มีค่าจ้างที่ต้องจ่ายให้ลูกจ้าง ก็ไม่มีฐานให้หัก กรมยกตัวอย่างไว้หลายกรณี

  • ลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง — ช่วงนั้นไม่มีค่าจ้าง จึงไม่ต้องนำส่ง
  • ลาป่วยเกิน 30 วันทำงาน — ส่วนที่เกินสิทธิไม่ได้รับค่าจ้าง แม้จะมีวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือวันหยุดตามประเพณีคั่นอยู่ก็ตาม
  • ลาคลอดส่วนที่เกิน 60 วัน — ลาคลอดได้ไม่เกิน 120 วันโดยนับรวมวันหยุดที่คั่นอยู่ เมื่อนายจ้างจ่ายค่าจ้างครบ 60 วันตามกฎหมายแล้ว ส่วนที่เกินไม่มีสิทธิได้ค่าจ้าง
  • หยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 — เงินที่จ่ายไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้าง เป็นเงินที่กฎหมายให้จ่ายในช่วงที่ไม่มีการทำงาน ไม่ถือเป็นค่าจ้าง จึงไม่ต้องนำส่ง (แต่การคำนวณเงินสมทบประกันสังคมให้เป็นไปตามกฎหมายประกันสังคม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน)
  • หยุดกิจการเพราะเหตุสุดวิสัย ที่ไม่ใช่ความผิดของนายจ้าง เช่น ภาวะสงคราม จนไม่สามารถจ่ายค่าจ้างได้ — ช่วงนั้นไม่มีฐานให้หักเช่นกัน

ระวังอย่าสับสนกับอีกกรณีหนึ่งนะครับ ถ้าลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างแต่บริษัทยังไม่ได้จ่าย เช่น จ่ายเงินเดือนช้า อันนั้นยังมีหน้าที่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนอยู่ ต่างจากกรณีข้างบนที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้ค่าจ้างตั้งแต่ต้น

ขอตัวอย่างการคำนวณจริง

ตัวอย่างของกรมคือ ลูกจ้างทำงานระหว่างวันที่ 15 กันยายน ถึง 15 ตุลาคม 2569 ได้ค่าจ้างรวม 20,000 บาท เฉลี่ยวันละประมาณ 667 บาท และนายจ้างจ่ายเงินเดือนวันที่ 20 ตุลาคม 2569

เนื่องจากกฎหมายเริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2569 ส่วนที่นำมาคำนวณจึงมีแค่ช่วงวันที่ 1–15 ตุลาคม คือ 15 วัน ฐานค่าจ้างเท่ากับ 10,000 บาท

  • เงินสะสมของลูกจ้าง 10,000 × 0.25% = 25 บาท
  • เงินสมทบของนายจ้าง 10,000 × 0.25% = 25 บาท
  • ยอดรวมที่นำส่งกองทุน = 50 บาท

ยอดนี้ต้องนำส่งภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักไว้

7. ขึ้นทะเบียนและนำส่งเงิน

ขึ้นทะเบียนที่ไหน

ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ eservice.labour.go.th ถ้าบริษัทมีชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านอยู่แล้ว เข้าระบบไปขอ PIN Code สำหรับใช้งานส่วนเงินสะสมและเงินสมทบได้เลย

ใช้แบบอะไรขึ้นทะเบียน

ใช้แบบ สกล.3 หรือ สกล.3/1 กรอกรายละเอียดสถานประกอบกิจการ รายชื่อลูกจ้าง และเลขประจำตัว จะอัปโหลดไฟล์ Excel เข้าระบบ หรือกรอกในระบบโดยตรงก็ได้ เมื่อเสร็จแล้วกรมจะออกหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน สกล.4 หรือ สกล.4/1 ในรูปแบบ e-Certificate ให้

นำส่งเงินภายในวันไหน

ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสมไว้ และต้องทำทุกเดือน ไม่ใช่ปีละครั้ง

ขั้นตอนนำส่งเงินทำอย่างไร

  1. เข้าระบบ ewfund.labour.go.th ด้วย PIN Code
  2. กรอกข้อมูลผ่านแบบ สกล.3 หรือ สกล.3/1
  3. ระบุรายชื่อลูกจ้างและจำนวนเงินที่ต้องนำส่ง
  4. อัปโหลดไฟล์ หรือกรอกข้อมูลในระบบโดยตรง
  5. ชำระเงินผ่านระบบ Cross Bank Bill Payment หรือพิมพ์ Bill Payment ไปชำระที่ธนาคาร
  6. ดาวน์โหลดใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เก็บไว้

จ่ายเงินเดือนข้ามเดือน หรือจ่ายนอกรอบ ให้ยึดเดือนไหน

ยึดหลักว่าจ่ายค่าจ้างในเดือนไหน ให้นำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายตามรอบปกติหรือจ่ายนอกรอบ

ตัวอย่างของกรมคือ นายจ้างจ่ายค่าจ้างนอกรอบวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 แม้เงินก้อนนั้นจะเป็นค่าจ้างของการทำงานในเดือนตุลาคม ก็ถือเป็นการจ่ายค่าจ้างในเดือนพฤศจิกายน จึงต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2569

พูดอีกแบบคือ ให้ยึดวันที่เงินออกจากบริษัท ไม่ใช่เดือนที่ลูกจ้างทำงาน

เดือนนั้นลูกจ้างไม่มีค่าจ้าง ต้องกรอกไหม

ต้องกรอกให้ครบทุกคน ถ้าเดือนนั้นลูกจ้างไม่มีค่าจ้าง ให้ใส่ "0" อย่าเว้นว่างหรือลบชื่อออก

ลูกจ้างต่างชาติใช้เลขอะไรในการยื่น

ใช้เลขอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับนี้

  1. เลขหนังสือเดินทาง
  2. เลขบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรสีชมพู
  3. เลขใบอนุญาตทำงาน

บริษัทมีหลายสาขา ต้องยื่นแยกกันไหม

ไม่ต้อง สำนักงานใหญ่ยื่นข้อมูลรวมของลูกจ้างทุกสาขาผ่านระบบ e-Service ได้ โดยอ้างอิงข้อมูลจากระบบเงินเดือนเป็นหลัก แต่ต้องจัดทำข้อมูลลูกจ้างของแต่ละสาขาให้ครบถ้วนและถูกต้อง

ระบบ e-Service ให้ผู้ใช้งานได้กี่คน

โดยหลักให้สิทธิ 1 ผู้ใช้งานต่อ 1 การลงทะเบียน ถ้าต้องการเพิ่มคนใช้งาน ต้องดำเนินการในนามของสาขาหรือการลงทะเบียนอื่นตามหลักเกณฑ์ของระบบ

ข้อนี้มีผลกับการทำงานจริงมากกว่าที่คิดครับ ถ้าคนที่ถือรหัสลาออกหรือลาพักร้อนตรงกับวันที่ 15 บริษัทจะยื่นไม่ได้ ควรกำหนดตัวสำรองและวิธีส่งต่อรหัสให้ชัดตั้งแต่ต้น

ลำดับการหักเงินจากค่าจ้างเป็นอย่างไร

จุดนี้ผมเข้าใจผิดมาก่อน และขอแก้ให้ตรงตามที่กรมตอบครับ — มาตรา 76 ไม่ได้กำหนดลำดับก่อนหลัง แต่กำหนดว่านายจ้างหักค่าจ้างได้เฉพาะรายการเหล่านี้

  1. ภาษีเงินได้ หรือเงินอื่นที่กฎหมายกำหนด เช่น เงินสมทบประกันสังคม และเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
  2. ค่าบำรุงสหภาพแรงงาน
  3. หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์อื่น
  4. เงินประกันตามมาตรา 10
  5. เงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม

ลูกจ้างถูกอายัดเงินเดือน ต้องหักเงินกองทุนไหม และหักก่อนหรือหลัง

ยังต้องหัก และให้หักเงินสะสมกองทุนก่อนคำนวณจำนวนเงินที่ต้องอายัด โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์เรื่องการหักเงินเดือนและการอายัดเงินตามที่กฎหมายกำหนด

ลูกจ้างมีหนี้ตามคำพิพากษา กรมบังคับคดีสั่งให้หักเงินเดือน ยังต้องส่งเงินกองทุนไหม

ยังต้องส่งตามปกติทุกเดือน การที่ลูกจ้างมีหนี้และถูกอายัดเงินเดือน ไม่ได้ทำให้หน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบสิ้นสุดลง ถ้านายจ้างไม่ทำ ถือว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและอาจมีความรับผิด

ต้องแจ้งยอดที่หักให้ลูกจ้างทราบเป็นรายปีไหม

กฎหมายไม่ได้กำหนดให้แจ้งเป็นรายปีโดยเฉพาะ แต่ในทางปฏิบัติควรแสดงรายการหักไว้ในสลิปเงินเดือน ส่วนลูกจ้างตรวจสอบยอดเงินสะสมและเงินสมทบของตัวเองได้ผ่านระบบ e-Service ของกรม

ลูกจ้างขอส่งเงินสะสมเพิ่มจากอัตราที่กฎหมายกำหนด เพื่อออมเพิ่มได้ไหม

ปัจจุบันยังทำไม่ได้ครับ กฎหมายยังไม่ได้เปิดช่องให้ลูกจ้างสมัครใจส่งเงินสะสมเกินอัตราที่กำหนด ลูกจ้างจึงต้องส่งตามอัตราที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หากอนาคตจะปรับหลักเกณฑ์ ก็ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามที่กฎหมายกำหนดก่อน

เงินสมทบที่นายจ้างจ่าย เอาไปหักเป็นค่าใช้จ่ายหรือลดหย่อนภาษีได้ไหม

ยังไม่มีกฎหมายหรือหลักเกณฑ์รองรับ ณ ตอนที่เอกสารชุดนี้ออกมา กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอยู่ระหว่างหารือกับกรมสรรพากรเรื่องแนวทางด้านภาษี เพื่อเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป ข้อนี้ควรถามผู้ทำบัญชีของบริษัทอีกครั้งก่อนตั้งงบประมาณ

8. แบบฟอร์มที่ต้องรู้จัก

  • สกล.3 — แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง
  • สกล.3/1 — แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง สำหรับกิจการที่ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
  • สกล.3/2 — แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรายชื่อลูกจ้าง
  • สกล.4 และ สกล.4/1 — หนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุน
  • สกล.5 — หนังสือกำหนดบุคคลผู้พึงได้รับเงินกรณีลูกจ้างเสียชีวิต
  • สกล.6 — แบบคำขอรับเงินจากกองทุน ทั้งเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล

แบบ สกล.3/2 ใช้เมื่อไหร่

ใช้แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญของสถานประกอบกิจการหรือของลูกจ้าง ควรยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง และโดยหลักให้ยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

"วันเริ่มงาน" ในแบบ สกล.3 หมายถึงวันไหน

หมายถึงวันที่ลูกจ้างเริ่มทำงานจริงกับบริษัทเป็นครั้งแรก ไม่ใช่วันที่สมัครเข้ากองทุน และไม่ใช่วันที่นายจ้างเริ่มนำส่งเงิน

"วันสิ้นสุดงาน" หมายถึงวันไหน

หมายถึงวันที่สิ้นสุดการทำงานจริง เช่น วันที่ลาออก วันที่ถูกเลิกจ้าง วันที่เกษียณ หรือวันที่เปลี่ยนไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยต้องระบุเหตุผลของการสิ้นสุดหรือการเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจน

9. เมื่อลูกจ้างออกจากงานหรือเสียชีวิต

ลูกจ้างจะได้รับเงินส่วนไหนบ้าง

ได้ทั้งเงินสะสมของตัวเอง เงินสมทบของนายจ้าง และดอกผลของเงินทั้งสองส่วน โดยนายจ้างอาจต้องออกหนังสือรับรองการออกจากงานให้ เพื่อนำไปติดต่อขอรับเงินจากกองทุน

สิทธิขอรับเงินเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ตามมาตรา 133 สิทธิเกิดเมื่อสิ้นสุดการจ้าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด เช่น ลาออกจากงาน (ไม่ว่าจะแจ้งลาออกตามระเบียบของนายจ้างหรือไม่) ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ สิ้นสุดสัญญาจ้างตามระยะเวลา หรือเสียชีวิต ซึ่งกรณีสุดท้ายผู้รับประโยชน์เป็นคนยื่นแทน

ลาออกหรือเกษียณ ขอรับเงินอย่างไร

ลูกจ้างยื่นคำขอรับเงินด้วยตัวเองผ่านระบบ ewfund.labour.go.th โดยใช้แบบ สกล.6 ตอนเข้าระบบเลือกลงทะเบียนและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID หรือจะลงทะเบียนแบบปกติตามขั้นตอนของระบบก็ได้

ต้องส่งเงินเข้ากองทุนมาแล้วกี่งวด ถึงจะมีสิทธิขอรับเงิน

ไม่มีขั้นต่ำ กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาหรือจำนวนงวดขั้นต่ำไว้ ลูกจ้างที่ออกจากงานจึงมีสิทธิยื่นขอรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลได้ ไม่ว่าจะส่งมาแล้วกี่งวดก็ตาม

ถูกเลิกจ้างเพราะทำผิดร้ายแรง จนไม่ได้ค่าชดเชย ยังได้เงินกองทุนไหม

ยังได้ครับ กรมย้ำว่าสิทธิในเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นคนละส่วนกับสิทธิในค่าชดเชย ลูกจ้างที่สิ้นสุดการจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล แม้การเลิกจ้างจะเกิดจากการกระทำผิดร้ายแรงและไม่ได้ค่าชดเชยก็ตาม

ข้อนี้ผมคิดว่านายจ้างควรรู้ไว้ก่อน จะได้ไม่ตอบพนักงานผิดในวันที่มีเรื่อง

ลูกจ้างต่างชาติสิ้นสุดการจ้างแล้วต้องกลับประเทศ ทำอย่างไร

มอบอำนาจให้คนอื่นยื่นขอรับเงินแทนได้ โดยต้องทำหนังสือมอบอำนาจ และเตรียมเอกสารประกอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมกำหนด

ลาออกจากบริษัท A แล้วเข้าบริษัท B ทันที เงินจะเป็นอย่างไร

กองทุนแยกพิจารณาตามสถานประกอบกิจการครับ

  • บริษัท A มีหน้าที่นำส่งเงินถึงเดือนที่สิ้นสุดการจ้าง
  • บริษัท B มีหน้าที่นำส่งเงินในนามของบริษัท B
  • ลูกจ้างจะขอรับเงินส่วนของบริษัท A หรือเลือกสะสมต่อไปก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ของกองทุน

กรณีที่ยื่นขอรับเงินจากนายจ้างเดิม เอกสารระบุว่ากองทุนจะพิจารณาจ่ายคืนภายในระยะเวลาประมาณ 25 วัน

ยังทำงานอยู่ ลาออกจากกองทุนเฉย ๆ ได้ไหม

ไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีสถานะเป็นลูกจ้าง สิทธิจะสิ้นสุดเมื่อสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง หรือเปลี่ยนไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

ลูกจ้างเสียชีวิต ใครมีสิทธิรับเงิน

เงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล จะจ่ายให้บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้ในแบบ สกล.5 โดยนายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการออกจากงานให้

ถ้าลูกจ้างไม่ได้ทำแบบ สกล.5 ไว้ เงินจะตกแก่ใคร

ถ้าไม่ได้กำหนดผู้รับเงินไว้ หรือผู้ที่ระบุไว้เสียชีวิตก่อน เงินจะแบ่งให้ทายาทโดยธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ คนละส่วนเท่า ๆ กัน จำกัดเฉพาะ 4 กลุ่ม คือ บุตร คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย บิดา และมารดา

ถ้าไม่มีทายาทหรือผู้รับประโยชน์ทั้ง 4 กลุ่มเลย เงินทั้งหมดจะตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

เงินก้อนนี้ถือเป็นมรดกไหม

ไม่ถือเป็นมรดก เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดตัวผู้มีสิทธิรับเงินไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่แบ่งตามลำดับทายาทโดยธรรมในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 และไม่ตกถึงทายาทลำดับอื่นนอกจาก 4 กลุ่มข้างต้น

พูดตรง ๆ คือ พี่น้องหรือญาติที่ไม่ใช่บุตร คู่สมรส บิดา มารดา จะไม่ได้เงินก้อนนี้ ถ้าลูกจ้างอยากให้คนอื่นได้ ต้องระบุชื่อไว้ในแบบ สกล.5 เอง

เคยยื่น สกล.5 ไว้แล้ว อยากเปลี่ยนคนรับเงิน ทำอย่างไร

ทำแบบ สกล.5 ฉบับใหม่ แล้วแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อกรมโดยเร็ว เพื่อให้ข้อมูลผู้รับเงินเป็นปัจจุบัน เรื่องนี้ควรทบทวนเมื่อชีวิตลูกจ้างเปลี่ยน เช่น แต่งงาน หย่า หรือมีบุตร

ข้อนี้ผมแนะนำให้ทำตั้งแต่วันแรกที่เข้ากองทุน — ให้ลูกจ้างกรอกแบบ สกล.5 พร้อมกันทั้งบริษัท ลูกจ้างยื่นผ่านระบบ e-Service ได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อน เอกสารต้นฉบับให้ลูกจ้างเก็บไว้เอง ไม่ต้องส่งไปที่กรม

ถ้าผู้มีสิทธิไม่มารับเงิน จะเป็นอย่างไร

เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ผู้มีสิทธิทราบไม่น้อยกว่าปีละ 2 ครั้ง ถ้าไม่มารับเกิน 10 ปี เงินอาจถูกโอนเข้าเป็นรายได้ของกองทุน แต่ผู้มีสิทธิยังยื่นคำขอรับเงินในภายหลังได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ถ้าภายหลังพบว่าคนที่รับเงินไปไม่มีสิทธิ

ต้องนำเงินมาคืนภายใน 15 วัน ถ้าไม่คืนภายในกำหนดและพ้นระยะเวลาตามหนังสือเตือนอีก 30 วัน จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี

ไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา อุทธรณ์ได้ไหม

อุทธรณ์ต่ออธิบดีได้ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบผล โดยคำวินิจฉัยของอธิบดีถือเป็นที่สุด

10. ถ้าไม่ทำ มีโทษอะไร

ฉบับก่อนหน้านี้กรมตอบไว้กว้าง ๆ ว่ามีความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง เอกสารชุดใหม่ระบุตัวเลขไว้ชัดขึ้นครับ

  • ไม่ยื่นแบบภายในกำหนด หรือกรอกข้อความเท็จ — อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ไม่นำส่งเงินหรือนำส่งไม่ครบภายในกำหนด — อาจต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน
  • จ่ายค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ — อาจมีความผิดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกองทุน แต่มักถูกตรวจพบไปพร้อมกัน เพราะฐานค่าจ้างที่กรอกเข้าระบบจะเห็นชัด

นอกจากนี้ พนักงานตรวจแรงงานยังมีอำนาจสั่งให้นายจ้างทำให้ถูกต้องได้ และเหตุผลที่กรมเข้มเรื่องการกรอกข้อมูลให้ครบ ก็เพื่อให้ลูกจ้างตรวจสอบยอดเงินของตัวเองได้ และใช้เป็นหลักฐานตอนขอรับเงินเมื่อสิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง

11. เช็กลิสต์ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม

ข้อสุดท้ายของเอกสารกรมเป็นรายการที่นายจ้างควรตรวจสอบ ผมยกมาทั้งชุดเพราะใช้เป็นใบตรวจงานได้เลยครับ

  • มีบัญชีผู้ใช้งาน e-Service และ PIN Code แล้วหรือยัง
  • จำนวนลูกจ้างรวมทุกสาขามีกี่คน
  • กิจการอยู่ในบังคับของกองทุนหรือไม่
  • มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือการสงเคราะห์ภายในบริษัทอยู่แล้วหรือไม่
  • ลูกจ้างทุกคนมีข้อมูลในระบบครบถ้วนหรือยัง
  • ระบบเงินเดือนคำนวณฐานค่าจ้างถูกต้องหรือไม่
  • หักเงินสะสมและจ่ายเงินสมทบถูกอัตราหรือไม่
  • ยื่นแบบและนำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปหรือไม่
  • ออกหนังสือรับรองการออกจากงานให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างหรือไม่
  • แจ้งให้ลูกจ้างสมัครและตรวจสอบข้อมูลผ่าน e-Service แล้วหรือยัง

ข้อที่ผมเห็นว่าบริษัทขนาด 20–100 คนมักติดมากที่สุดคือข้อที่ 6 เพราะระบบเงินเดือนหลายที่ตั้งค่าให้คิดจาก "รายได้รวม" ไม่ใช่ "ค่าจ้าง" ถ้าตั้งผิดตั้งแต่เดือนแรก จะต้องตามแก้ย้อนหลังทุกเดือนครับ

ถ้าคำถามของคุณไม่อยู่ในนี้

สอบถามกองคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้โดยตรงที่ สายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546 หรือโทร 0 2660 2059 หรือดูข้อมูลล่าสุดที่ เว็บไซต์กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

หลายข้อในหน้านี้คำตอบคือ "ขึ้นกับลักษณะการทำงานจริง" ซึ่งเป็นจุดที่แต่ละบริษัทต้องดูเป็นรายกรณี ถ้าไม่แน่ใจ ทักมาคุยกันได้ครับ

ไม่แน่ใจว่าบริษัทคุณเข้าข่ายข้อไหน

ผมมีบริการตรวจสุขภาพระบบคนแบบไม่มีค่าใช้จ่าย คุยกัน 60 นาที แล้วผมส่งสรุป 1 หน้าให้ภายใน 2 วันทำการ ระบุ 3 เรื่องที่ควรจัดการก่อน และ 3 เรื่องที่คุณทำเองได้เลยโดยไม่ต้องจ้างใคร

รอบนี้ไม่มีการเสนอขายครับ

ตรวจสุขภาพระบบคน — ไม่มีค่าใช้จ่าย
หรือทักถามก่อนได้เลยครับ เพิ่มเพื่อนใน LINE top@borrowhr.com